LPNมองครึ่งปีหลังมีสัญญาณบวก ลุยไตรมาส4ปูพรม5โครงการมูลค่า5พันลบ.

  • 2 Replies
  • 52 Views


LPN เผยไตรมาส2 มีกำไรสุทธิ 120.98 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 21.19 เหตุรายได้จากการขายอสังหาฯลดลงร้อยละ 20.30 เหตุการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ขณะที่งวดครึ่งปีแรก กำไรสุทธิ ลดลงร้อยละ 34 เผยสถานการณ์ครึ่งปีหลังมีมุมมองเป็นบวก ปัจจัยบวกรัฐบาลเร่งกระจายฉีดวัคซีน ทุ่มไตรมาส 4 เปิด 5 โครงการรวด มูลค่า 5,000 ล้านบาท เผยเงินสดในมือลดลง 45.76

นายโอภาส ศรีพยัคฆ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) (LPN) กล่าวถึงผลการดำเนินงานในไตรมาส 2 ของปี 2564 บริษัทและบริษัทย่อย มีกำไรสุทธิ 120.98 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 21.19 จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนเกิดที่มีกำไรสุทธิ 155.72 ล้านบาท สาเหตุมาจาก

รายได้รวม 1,360.88 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 11.54 แบ่งเป็น รายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ มีจำนวน 977.42 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 20.30 มาจาก รายได้จากการขายโครงการอาคารชุดพักอาศัย ที่ลดลงร้อยละ36.58 อันเนื่องมาจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19

ส่วนโครงการบ้านพักอาศัย มีรายได้ที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 15

ในขณะเดียวกันรายได้จากธุรกิจให้เช่าและบริการ และธุรกิจบริหารเพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ร้อยละ 82.66 และร้อยละ 14.72 ตามลำดับ ซึ่งเป็นไปตามนโยบายกระจายฐานรายได้ ซึ่งบริษัทดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง

ส่วนค่าใช้จ่ายในการขายอยู่ที่ 57.62 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายบริหารอยู่ที่ 175.72 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 24.39 และร้อยละ 8.65 ตามลำดับ เกิดจากค่าใช้จ่ายในการโอนกรรมสิทธิ์ที่ลดลง และผลจากการเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหาร ควบคุมค่าใช้จ่ายและต้นทุนในการดำเนินงาน

ในไตรมาส 2 ปี 2564 บริษัทยังคงขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง แม้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ยังคงอยู่ในวงกว้าง มีการเปิดตัวโครงการใหม่ 1 โครงการ ได้แก่ โครงการบ้าน 365 เมืองทอง เป็นโครงการบ้านพักอาศัยระดับพรีเมียม บนทำเลศักยภาพใจกลางเมืองทองธานี มูลค่าโครงการประมาณ 2,500 ล้านบาท

สำหรับ 6 เดือนหลังของปี 2564 (ม.ค.-มิ.ย.) บริษัทมีกำไรสุทธิ 243.85 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 34 จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 370.40 ล้านบาท โดยในครึ่งปีแรก บริษัทฯมียอดขายจำนวน 4,170 ล้านบาท แบ่งเป็น ร้อยละ 65 ของยอดขายมาจากโครงการอาคารชุดพักอาศัย แบ่งเป็นโครงการที่สร้างแล้วเสร็จพร้อมอยู่ คิดเป็นยอดขายรวม 2,220 ล้านบาท และโครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้างคิดเป็นยอดขายรวม 520 ล้าน และร้อยละ 35 ของยอดขาย มาจากโครงการบ้านพักอาศัย แบ่งเป็น โครงการที่สร้างแล้วเสร็จพร้อมอยู่ คิดเป็นยอดขาย 460 ล้านบาท โครงการที่สร้างแล้วเสร็จพร้อมส่งมอบในไตรมาส 1 ปี 2564 คิดเป็นยอดขาย 800 ล้านบาท และโครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้างคิดเป็นยอดขายรวม 170 ล้านบาท

บริษัทมียอดขายรอโอน (Backlog) จ านวน 2,700 ล้านบาท ที่จะทยอยรับรู้รายได้ในปี 2564 และปี 2565

"ในครึ่งปีหลัง บริษัทมีมุมมองเป็นบวก โดยคาดว่าสถานการณ์การระบาดโควิด-19 จะมีแนวโน้มที่ดีขึ้น ภายหลังจากภาครัฐดำเนินมาตรการต่างๆ โดยเฉพาะการเร่งฉีดวัคซีนให้กับประชาชนเป็นวงกว้าง โดยคาดว่า สถานการณ์ของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จะเริ่มค่อย ๆ ฟื้นตัวในไตรมาส 4 นี้ โดยบริษัทมีแผนเปิดตัวโครงการใหม่ในไตรมาส 4 จำนวน 5 โครงการ ประกอบด้วย โครงการอาคารชุดพักอาศัย 2 โครงการ และบ้านพักอาศัย 3 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 5,000 ล้านบาท เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค" นายโอภาส กล่าว

โดยหนี้สินรวมเพิ่มขึ้น 444.88 ล้านบาท จาก 11,796.83 ล้านบาท เป็น 12,241.71 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.77 โดยสาเหตุหลัก มาจากการกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงิน เพื่อใช้ในการลงทุนพัฒนาโครงการและการดำเนินงาน เพิ่มขึ้น 681.95 ล้านบาท จาก 9,691.95 ล้านบาท เป็น 10,361.44ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.91

จากผลข้างต้น ทำให้บริษัทมีอัตราส่วนหนี้สินที่มีดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้น และหนี้สินรวมต่อส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้นจาก 0.82:1 เป็น 0.90:1 และ จาก 1.00:1เป็น 1.07:1 ณ 30 มิถุนายน 2564และ ณ 31 ธันวาคม 2563 ตามลำดับ หรือถ้าเทียบกับงวดเวลาเดียวกันของปีก่อน ลดลงจาก 0.95:1 เป็น 0.90:1 และจาก 1.16:1 เป็น 1.06:1 ซึ่งบริษัทยังคงรักษาวินัยทางการเงินอย่างเคร่งครัด รักษาอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน เพิ่มจำนวนเงินสดในมือเพิ่มจำนวนวงเงินกู้พร้อมเบิก ควบคุมค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน เพื่อลดต้นทุนในการบริหารจัดการ

สำหรับงบกระแสเงินสดรวมสุทธิ งวดสิ้นสุด 30 มิ.ย.64 ลดลงจำนวน 662.33 ล้านบาท จาก 1,447.34 ล้านบาท เป็น 785.01 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ 45.76 สาเหตุหลักเกิดจากในช่วงเวลาเดียวกันของปี 2563 บริษัทสำรองเงินไว้ 500 ล้านบาท ตามมติกรรมการบริษัทในการซื้อหุ้นคืน ซึ่งสิ้นสุดปลายปี 2563

ทั้งนี้ บริษัทมีการวางยุทธศาสตร์แผน 3 ปีข้างหน้า ให้เป็นช่วงของการขับเคลื่อนองค์กร ไปสู่การเป็นองค์กรที่มีอัตราการเติบโตในด้านของรายได้ และความสามารถในการทำกำไรอย่างยั่งยืน ทั้งการเติบโตของรายได้ กำไร การบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ พร้อมกับการพัฒนาคุณภาพของที่อยู่อาศัยและบริการ

ดังนั้น เพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ ในปี 2564 บริษัทจึงได้เริ่มมีการวางแผนโดยปรับโครงสร้างองค์กร (Reorganization) จากโครงสร้างการทำงานตามหน้าที่ (Functional Organization) สู่การบริหารงานในรูปแบบของหน่วยธุรกิจ (Business Unit) รวมถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ในการปรับปรุงกระบวนการทำงาน (Digital Transform) เพื่อให้การทำงานมีความคล่องตัว เพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารค่าใช้จ่ายและต้นทุนในการดำเนินงาน ภายใต้แรงกดดันที่มีต่อการดำเนินธุรกิจ จากการแพร่ระบาดของโควิด 19 ที่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างและยังไม่มีแนวโน้มที่จะคลี่คลายลง.